วันนี้จะขอพาทุกคนลงใต้แล้วบินลัดฟ้าไปมาเลเชียกัน จุดหมายปลายทางของเราคือ ปีนัง (Penang) หรือ ปูเลาปีนัง ดินแดนที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างช้านาน ชื่อที่คนต่างก็คุ้นเคยกันดี เพราะสถานที่หลายๆแห่งในปีหนัง ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในบ้านเรากันหลายเรื่อง แต่ก่อนจะไปดูแลนมาร์คหรือสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตของปีนังนั้น เราก็ต้องทำความรู้จักกับปีนังกันสักหน่อยนะคะ

ประวัติ ปีนัง (Penang)

“ปีนัง” นั้นเป็นหนึ่งในสิบสามรัฐของมาเลเซีย ในภาษามาเลย์จะเรียกว่า “ปูเลาปีนัง” (Pulau Penang) ซึ่งมาจากคำว่า “ปีนัง” ที่แปลว่า “ต้นหมาก” โดยในสมัยก่อนนั้นบนเกาะปีนังจะพบต้นหมากขึ้นอยู่มากมายนั่นเอง และหากพูดถึงรัฐปีนัง จะหมายรวมถึงพื้นที่บนเกาะปีนัง และ เซเบอรังเปอไร (Seberang Parai) บนแผ่นดินใหญ่

เกาะปีนังถูกค้นพบโดย กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Captain Fransis Light) ชาวอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1786 กัปตันไลท์ก็ได้รับมอบเกาะปีนังจากสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ ในนามของบริษัทอีสต์ อินเดีย คอมพานี ด้วยการทำสัญญาว่าจะปกป้องแผ่นดินนี้จากสยามประเทศ ซึ่งเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่ว่า “Prince of Wales Island” เนื่องด้วยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลส์

ต่อมาไม่นาน กัปตันไลท์ก็ได้ตั้ง “จอร์จทาวน์” (George Town) ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเมืองท่าปลอดภาษี ซึ่งก็มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้จอร์จทาวน์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนในสมัยนั้นคนไทยที่พอมีฐานะนิยมจะส่งลูกหลานไปเรียนที่ปีนังเพื่อให้ได้เรียนภาษาอังกฤษ

สถานที่เช็คอินยอดฮิตใน ปีนัง

Street Art

ตามล่าหา จิตกรรมฝาผนัง บนถนน  Armenian Street และ Chulia Street ในเมืองจอร์จทาวน์ จะเลือกเดินหรือปั่นจักรยานก็ตามสะดวกจ้า

Hin Bus Depot Art Centre

เสพงานศิลป์ที่ Hin Bus Depot Art Centre ซึ่งในอดีตเคยเป็นชุมทางรถบัสของบริษัท Hin Company Ltd. มาก่อน ทำกิจการรถบัสในเขตภาคเหนือของเกาะปีนัง ต่อมาเลิกกิจการที่นี่ก็ถูกทิ้งไร้ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร จนกระทั่ง George Town ถูกประกาศให้เป็น UNESCO World Heritage Site ทำให้ George Town กลายเป็นชุมทางงานศิลปะ ที่นี่จึงถูกใช้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี และมีงานศิลปะใหม่ๆ หมุนเวียนมาให้ชมทุกเดือน

St. George Church

โบสถ์เซนต์จอร์จ (St. George Church)  โบสถ์นิกายแองกลิคัน ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสีขาวสะอาดตา และยังโดดเด่นด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมภายนอก ที่มองแล้วคล้ายมหาวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) ในยุคกรีกโบราณ

Kek Lok Si

วัดเก็กลกสี่ เป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า Temple of Supreme Bliss สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในวัดแห่งนี้ คือเจดีย์สมเด็จพระรามหก แต่ละชั้นจะประดิษฐานพระพุทธรูปและองค์ทวยเทพต่างๆ นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ ซึ่งต้องนั่งรถรางขึ้นไปชมกันค่ะ

ชุมชนริมน้ำ Chew Jetty และท่าเรือ Tan Jetty

Chew Jetty ชุมชนประมงชาวจีนริมแม่น้ำ สภาพเป็นบ้านไม้โบราณหลายๆ เรียงติดกัน มีร้านขายของฝาก ของที่ระลึก บ้างก็ทำเป็นโฮมสเตย์ ลักษณะคล้ายๆ กับอัมพวาบ้านเราค่ะ และทีเด็ดก็คือ ท่าเรือที่ชื่อว่า Tan Jetty สะพานไม้ที่ยื่นยาวออกไปกลางทะเล บรรยากาศดี เหมาะกับมานั่งรอชมพระอาทิตย์ตก

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ จากประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและด้วยความที่เป็นเมืองเก่า ทำให้ปีนังกลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็พาเดินทางไปเยี่ยมชมกันอย่างมากมาย